Thailand SEO, Thailand SEM, Thai SEO and SEM By ThailandSEO.net : Free SEO and SEM articles

August 27, 2008

แม้แต่ Google ยังลดค่าใช้จ่าย

Filed under: Google — Tags: , , — admin @ 6:48 pm


:

เป็นที่รู้กันว่ายักษ์ใหญ่วงการอินเทอร์เน็ตอย่าง Google ดูแลพนักงานดีขั้นสุดยอด แต่วันนี้ต้องตัดงบเพราะพิษเศรษฐกิจ

กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : Google เป็นบริษัทที่ใครๆ ก็อยากร่วมงานด้วย นอกจากจะเป็นองค์กรที่มีความสุดยอดทางด้านเทคโนโลยี และมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลกแล้ว ยังมีความร่ำรวยมหาศาล สามารถไล่ซื้อบริษัทเล็กบริษัทน้อย สร้างความแข็งแกร่งขององค์กรได้ตลอดเวลา

เพราะความร่ำรวยนี้เอง ทำให้ Google มีสวัสดิการสำหรับพนักงานอย่างไม่อั้น เพื่อสร้างบรรยากาศที่ดีแก่การทำงาน ไม่ว่าจะเป็นออฟฟิสที่มีลักษณะเหมือนห้องนั่งเล่น มีอุปกรณ์กีฬาให้เล่นในสำนักงาน มีห้องเล่นเกม สระว่ายน้ำ และพนักงานสามารถใช้เวลา 20% ของเวลางาน ไปทำโครงการหรือสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ที่ไม่เกี่ยวกับงานเลยก็ได้

และที่เป็นที่ชื่นชอบของเหล่าพนักงาน Google หรือที่เรียกว่า Googler มากที่สุดก็คือ อาหารฟรี 3 มื้อ ทั้งเช้า กลางวัน เย็น แบบบุฟเฟต์ กินไม่อั้น ในอาคาร Googleplex อันโด่งดังนั่นเอง

แต่ล่าสุดมีข่าวลือว่า Google ได้ตัดมื้อเย็นออกจากสวัสดิการพนักงานแล้ว เหลือเพียงอาหารเช้าและกลางวันเท่านั้น เนื่องจากบริษัทต้องการลดค่าใช้จ่ายลง จนสื่ออินเทอร์เน็ตต่างพูดถึงกันไปทั่ว

อย่างไรก็ตาม Owen Thomas แห่ง Valleywag บล็อกข่าวอิสระใน Silicon Valley รายงานว่า Google ยังคงมีสวัสดิการอาหาร 3 มื้อเหมือเดิม ยกเว้นมื้อเย็นจะจัดไว้ให้เฉพาะพนักงานที่เรียกว่า geek หรือพนักงานที่มีตำแหน่งด้านเทคนิคหรือเทคโนโลยีเท่านั้น เช่น วิศวกร และโปรแกรมเมอร์ เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวจากพนักงาน Google ปฏิเสธเรื่องดังกล่าว โดยยืนยันว่าสวัสดิการอาหารยังมีครบทุกมื้อสำหรับพนักงานทุกระดับ ขณะที่แหล่งข่าวอีกคนบอกว่า มีการตัดสวัสดิการอาหารมื้อเย็นจริง แต่เฉพาะที่อาคาร Mountain View campus เท่านั้น ส่วนเหตุผลนั้นไม่ระบุ ซึ่งอาจเป็นเพราะต้องการลดค่าใช้จ่ายก็เป็นได้

สื่อบางสำนักมองว่า การตัดงบอาหารเย็นของ Google จะช่วยลดค่าใช้จ่ายให้บริษัทได้มากน้อยแค่ไหนกัน แต่ถ้าดูงบค่าใช้จ่ายอาหาร 3 มื้อ ก็จะพบว่า Google ต้องจ่ายค่าอาหารสำหรับพนักงานต่อคน สูงถึง 7,500 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 250,000 บาทต่อปีเลยทีเดียว

ที่สำคัญคือตัวเลขดังกล่าวเป็นตัวเลขคร่าวๆ เท่านั้น เพราะในความเป็นจริงแล้ว พนักงานส่วนใหญ่มักจะพาภรรยาหรือลูกมารับประทานอาหารพร้อมๆ กัน และบางครั้งยังนำอาหารกลับไปบ้านเพื่อรับประทานทั้งครอบครัวด้วยซ้ำ

นี่จึงอาจเป็นสาเหตุที่ Google เริ่มมองเห็นจุดรั่วไหลของบริษัท ซึ่งต้องเริ่มตัดค่าใช้จ่ายตั้งแต่ต้นลม เพราะสถานการณ์เศรษฐกิจในสหรัฐอเมริกาขณะนี้ไม่ค่อยน่าไว้วางใจ แม้ Google จะเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ใน Silicon Valley ก็ตาม

April 5, 2008

Google Thailand

Filed under: Google — admin @ 9:40 am

จากกำแพงเพชรสู่ซิลิกอนวัลเลย์
กว่าจะเป็น”กระทิง”ผู้บริหารกูเกิลคนไทยคนแรก

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 4 เมษายน 2551 15:15 น.
คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น

       ทุกวันนี้ไม่มีใครปฏิเสธไม่รู้จักกูเกิล แต่ใครจะรู้ว่ากูเกิลมีผู้บริหารที่เป็นคนไทย คนไทยคนนี้มาจากกำแพงเพชร มีความภูมิใจเต็มเปี่ยมที่ได้เกิดเป็นคนต่างจังหวัด ผลักดันตัวเองให้ก้าวเดินด้วยความฝันไม่ใช่เงินทอง ผ่านเส้นทางจากโรงเรียนวัดสู่โรงเรียนบริหารธุรกิจสแตนฟอร์ด ดำรงความเป็นไทยจนฝรั่งยอมรับยกนิ้วให้ กระทั่งเข้าสู่สังเวียนซิลิกอนวัลเลย์ภายใต้ร่มเงาของกูเกิลในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายการตลาดด้วยวัยเพียง 30 ปี
       
       หวังว่าแนวคิดของผู้ชายชื่อเรืองโรจน์ พูนผล หรือ”กระทิง”คนนี้ จะกระตุ้นความฝันของคนไทยหลายๆคนให้สูบฉีด และเป็นกรณีศึกษาให้กับคนไทยหัวใจไม่แพ้ ซึ่งจะเป็นตัวจุดประกายให้ชาติไทยพัฒนาในที่สุด
       
       ผมชื่อกระทิงเพราะแม่
       

       ”คุณแม่เล่าว่าผมคลอดยากมาก คุณหมอต้องใช้เครื่องมือดูดออกมา ตรงศีรษะก็เลยมีโหนกเล็กๆตอนนี้มาจับก็ยังมีอยู่ คุณแม่ตั้งชื่อนี้เพราะอยากให้เป็นคนสู้ปัญหา ตอนคลอดผมตัวเล็กมากเหมือนปลาช่อน ออกจากตู้อบแม่ต้องเอามาวางไว้ตรงอกเพื่อให้แน่ใจว่ายังหายใจอยู่ แม่อยากให้ผมเป็นคนเข้มแข็งเหมือนกระทิงที่ควิดสู้ศัตรู ซึ่งผมว่าจะให้ตั้งชื่อว่าควายก็กระไรอยู่” กระทิงเล่าถึงที่มาของชื่อนี้อย่างฮา

คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น

       กระทิงบอกว่าภูมิใจมากที่เป็นคนต่างจังหวัดและได้สู้ชีวิตสมใจแม่ แรงใจจากฮีโร่ในฝันอย่างไอสไตน์และอาจารย์โรงเรียนวัดคูยางทำให้เด็กชายกระทิงมีความใฝ่ฝันอยากเป็นนักฟิสิกส์
       

       ”โรงเรียนไม่มีอุปกรณ์ไฮเทค แต่คุณครูสอนให้เด็กรักวิทยาศาสตร์จากสิ่งใกล้ตัว ผมฝันอยากได้เหรียญทองฟิสิกส์โอลิมปิก ผมก็บ้าอยู่คนเดียว พยายามมากกว่าคนอื่น ทุกวันนี้ผมนอนวันละ 4 ชั่วโมงเพื่อให้มีเวลามากกว่าคนอื่น มันเหมือนในหนัง ไม่มีข้อจำกัดในความฝันของเรา ผมไม่ได้บอกว่าผมเก่งแต่ผมแค่ไม่จำกัดความฝัน ถ้ามีความฝัน อย่าให้ใครมากำหนดความฝันของเรา”
       
       หลังจบการศึกษาจากกำแพงเพชรพิทยาคม กระทิงเข้าศึกษาต่อที่คณะวิศวกรรม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สามารถคว้าเกียรตินิยมแม้ผลการเรียนในสองปีแรกจะตกต่ำเพราะต้องดูแลคุณแม่ที่ป่วยหนัก เมื่อคุณพ่อกลับมารับช่วงดูแลคุณแม่ต่อจึงสามารถฮึดเรียนช่วงสองปีหลังได้เต็มที่ จากนั้นจึงเบนเข็มมาศึกษาต่อปริญญาโทด้านการตลาดภาคภาษาอังกฤษหรือ MIM ที่ธรรมศาสตร์
       
       ”คุณสมคิด จาตุศรีพิทักษ์คือฮีโร่ด้านการตลาดของผม คนนี้ใกล้ตัวและจับต้องได้มากกว่าไอสไตน์ ผมอยากมีความคิดกระบวนการทางกลยุทธ์แบบคุณสมคิดเลยสนใจเรียนด้านการตลาด ช่วงนั้นทำงานที่บริษัท P&G ต้องนั่งรถตู้ ต่อเรือ มอเตอร์ไซค์มาเรียนลำบากมาก ช่วงที่อยู่ P&G ก็ค่อยๆไต่ขึ้นมา ทำ 6 ปี 6 แผนก”
       
       หลังจากจบการศึกษาที่ธรรมศาสตร์ กระทิงเข้าศึกษาที่โรงเรียนบริหารธุรกิจสแตนฟอร์ด (Stanford Business School) ช่วงนี้กระทิงต้องผจญกับปัญหา Culture Shock จนทำให้ต้องร้องว่า Oh my god จนนับครั้งไม่ถ้วน
       
       “ช่วงนั้นผมพยายามทำ Americanize หรือการทำให้ตัวเองมีความเป็นอเมริกัน สุดท้ายก็คิดว่ายังไงก็ยังเป็นคนไทย” กระทิงเล่า “เราเป็นเหมือนพริกไทยเม็ดเล็กๆแต่เผ็ดร้อน เราจริงใจมีน้ำใจให้เพื่อน ผมทำผัดไทแจกเพื่อนฝรั่งแล้วอธิบายว่ามันเป็นวัฒนธรรมของคนไทย ขอย้ำว่าอย่าลืมความเป็นไทย อย่าอาย อย่าเปลี่ยนตัวเองเพราะแรงกดดันของคนอื่น สุดท้ายเพื่อนฝรั่งก็ยอมรับและเลือกเราเป็นหัวหน้ากลุ่ม แต่ทำนองเดียวกัน ก็อย่าเหลิง เรียนรู้จุดเด่นและจุดด้อยของวัฒนธรรมไทยด้วย”
       
       ด้วยวัยเพียง 30 ปี กระทิงผ่านงานมาแล้วอย่างโชกโชน ทั้งการ startup หรือการเริ่มก่อร่างบริษัทไฮเทคในซิลิกอนวัลเลย์และขายให้นายทุน ทำงานเป็นที่ปรึกษาเชิงกลยุทธ์อย่างบริษัท McKinsey&Company หรือบริษัทการเงินและการลงทุนส่วนตัวกับบริษัท Navis Capital
       
       “ตอนนั้นได้เสนองานเยอะ แม่โทรมาถามว่าทำงานอะไรอยู่ลูก ผมก็ตอบว่าเหมือนจอร์จ โซรอสล่ะแม่ ตอนนี้กำลังโจมตีเงินหยวนอยู่ ตอนนั้นได้เงินเยอะจริงแต่ลืมตาตื่นขึ้นมาไม่มีความสุข ช่วงนั้นเลยคิดได้ว่าเราควรไดร์ฟ (ชีวิต) ด้วยความฝันไม่ใช่ด้วยเงิน ผมตัดสินใจอยากเป็นส่วนหนึ่งของบริษัทในฝัน ไม่กูเกิลก็แอปเปิล สองบริษัทนี้เท่านั้น
       

คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น

       สัมภาษณ์ 9 รอบกว่าจะได้เข้ากูเกิล
       
       กระทิงเล่าว่าต้องทิ้งข้อเสนอรับเข้าทำงานถึง 5 แห่งเพื่อรอคำตอบรับเข้าทำงานกับกูเกิล สัมภาษณ์ทั้งสิ้น 9 รอบทุกแง่มุม เงินเดือนที่กูเกิลให้ไม่ได้มากกว่ารายอื่น แต่ให้หุ้นและสวัสดิการดีมาก โดยกระทิงเป็นหนึ่งในสามคนไทยในกูเกิล แต่กระทิงเป็นคนเดียวที่อยู่ในสายงานบริหาร
       
       ”สัมภาษณ์ครั้งนั้นยากมาก หากมีกรรมการคนเดียวใน 9 รอบนั้นสงสัยก็จะไม่ผ่านเลย ผมคิดว่าความ cool ของผมคือความเป็นคนไทย” ผลคือกระทิงได้รับตำแหน่ง Quantitative/Product Marketing Manager Google Inc. ดูแลการตลาดผลิตภัณฑ์เสิร์ชเอนจิ้นของกูเกิลทั้งภาคพื้นละตินอเมริกาและเอเชีย
       
       กระทิงมองว่ากูเกิลนั้นเหมือนเมฆก้อนหนึ่ง ที่มีความวุ่นวายอยู่ภายในแต่ไม่ไร้ระเบียบ และเคลื่อนไหวในทางเดียวกันเป็นกลุ่มก้อน สามสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในบริษัทอย่างแลรี่ เพจ, เซอร์เกย์ บริน และอีริก ชมิดท์จะวางยุทธศาสตร์บริษัทในระยะสั้น ซึ่งไม่ต่างจากบริษัทส่วนใหญ่ในซิลิกอนวัลเลย์ที่วัดผลกันในเวลาเพียง 6 เดือนไม่ใช่ 1 ปี
       
       ”กูเกิลมีโปรแกรมนวด มีแคปซูลให้นอนคลายเครียด แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือไม่มีใครนอน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความกดดันที่ทำให้คิดว่าเราจะถ่วงเพื่อนไม่ได้ ขนาดพ่อครัวในกูเกิลยังต้องแข่งขันสร้างนวัตกรรมอาหารว่างไม่ให้แพ้ใคร อีกส่วนหนึ่งคือโครงการที่กูเกิลให้สิทธิ์พนักงานนำเวลางาน 20% มาสร้างสรรค์สิ่งใดก็ได้ที่อยากทำ ทุกคนเหนื่อยแต่เดินมาตาเป็นประกาย ลืมตาตื่นขึ้นมาทุกคนคิดแต่ว่าทำยังไงให้คนสามารถใช้กูเกิลแก้ปัญหาได้ ทุกคนมีความสนุกและความท้าทายที่ต้องการเปลี่ยนโลก เช่น เหตุการณ์น้ำท่วมในจีน เพื่อนผมคนหนึ่งลุกขึ้นมาบอกว่า อยู่เฉยไม่ได้แล้ว เค้าใช้กูเกิลแม็ปส์ทำแผนที่ให้ชาวจีนดูว่าพื้นที่ใดปลอดภัยพอจะอพยพไปได้”
       
       กระทิงรวบรวมเอาประสบการณ์ในฐานะ “คนวงใน” ที่ทำงานจริงในซิลิกอนวัลเลย์ นำเสนอข้อมูลที่มาที่ไปของความสำเร็จในโลกธุรกิจอินเทอร์เน็ตยุค 2.0 อย่างละเอียดไว้ในหนังสือ “บทเรียนธุรกิจร้อนๆจากซิลิกอนวัลเลย์” จัดพิมพ์โดยเครือเนชั่นกรุ้ป เปิดตัวหนังสืออย่างเป็นทางการไปแล้วเมื่อปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา
       
       อยากกลับบ้าน
       

       “ผมอยากกลับบ้าน คิดถึงแม่ แต่ถ้ากลับมาตอนนี้ก็ทำอะไรได้น้อยมาก เหมือนเด็กในตู้อบ ต้องรอวันพร้อมก่อนจึงจะออกมาได้ ผมจะกลับมาเมื่อพร้อม เมื่อมี connection ที่จะช่วยเหลือประเทศได้ เมื่อพร้อมจะกลับมาแน่ๆ”
       

       กระทิงระบุว่าอยากทำประโยชน์เพื่อระบบการศึกษาไทย เนื่องจากเชื่อว่ามีผลต่อแนวคิดและทัศนคติของเด็กอย่างมาก
       
       ”การศึกษามีผลเยอะจริงๆ การศึกษาที่ดีจะทำให้เด็กมีไอเดีย พระเจ้าให้ความบ้าพลัง ให้พลังงานมหาศาล ให้ความมุ่งมั่นกับผม ครอบครัวที่อบอุ่นทำให้ผมมีความมั่นใจและความตั้งใจที่แน่ชัด ขณะที่อาจารย์ของผมที่โรงเรียนวัดคูยางหรือกำแพงเพชรพิทยาฯปลูกฝังให้ผมรักวิทยาศาสตร์”
       
       แม้โครงการ 20% จากเวลางานของกระทิงนั้นจะหมดไปกับการทำงานและการนั่งเครื่องบินไปต่างประเทศ แต่กระทิงแย้มว่ากำลังตั้งใจสร้างระบบเรียนรู้แบบเปิดเพื่อเด็กต่างจังหวัดในพื้นที่ห่างไกล และเมื่อถามเจ้าของฉายา “The incredibull” คนนี้ว่ามีคู่ใจหรือไม่ ก็ได้รับคำตอบว่ามีแล้วเรียบร้อย
       
       “แฟนดุครับ ถึงได้ปราบผมได้”
       

       Company Related Links :
       Google

March 28, 2008

Earth Hour

Filed under: Google — Tags: — admin @ 9:18 pm

Is black the new green?

8/09/2007 04:05:00 AM
 

Reducing climate change by saving energy is an important effort we should all join, and that’s why we’re very glad to see the innovative thinking going into a variety of solutions. One idea, suggested by the site called “Blackle” (which is not related to Google, by the way, though the site does use our custom search engine), is to reduce energy used by monitors by providing search with a black background. We applaud the spirit of the idea, but our own analysis as well as that of others shows that making the Google homepage black will not reduce energy consumption. To the contrary, on flat-panel monitors (already estimated to be 75% of the market), displaying black may actually increase energy usage.

ในวันนี้ผู้ใช้ Google ในประเทศไทยจะเห็นว่าเรา “ปิดไฟ” ที่หน้าโฮมเพจ Google.co.th เพื่อสร้างการรับรู้ถึงโครงการร่วมประหยัดพลังงานทั่วโลกซึ่งมีชื่อว่า Earth Hour ครับเลยได้พบกับหน้าตาของกูเกิ้ลมีสีดำ

วันเสาร์ที่ 29 มีนาคม 2008 นี้ Earth Hour ขอเชิญชวนทุกคนในโลกนี้ปิดไฟเป็นเวลาหนึ่งชั่วโมง ตั้งแต่ 20.00– 21.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นในประเทศของตน ในวันนี้ เมืองต่าง ๆ ทั่วโลก เช่น โคเปนเฮเกน ชิคาโก้ เมลเบิร์น ดูไบ และ เทลอาวิฟ จะจัดงานเพื่อแสดงความมุ่งมั่นในการประหยัดพลังงานของตน

(จากข้อความ)
ทำไม Google จึงไม่เปลี่ยนหน้าโฮมเพจเป็นสีดำตลอดไป
เรามุ่งมั่นที่จะลดผลกระทบของภาวะโลกร้อนโดยกระตุ้นให้มีการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ แต่หลักฐานที่เรามีอยู่ปัจจุบัน

โค๊ด:

(http://googleblog.blogspot.com/2007/08/is-black-new-green.html)

แสดงให้เห็นว่าการเปลี่ยนพื้นหลังให้เป็นสีดำอย่างถาวรนั้นไม่เป็นประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อมหรือต่อผู้ใช้งาน อย่างไรก็ตาม เราพยายามมองหาวิธีที่จะปรับปรุงประสบการณ์ใช้งานของผู้ใช้ให้ดีขึ้นอยู่เสมอ อย่างไรก็ตาม ถ้ามีการวิจัยค้นพบสิ่งใหม่ ๆ เราก็อาจจะเปลี่ยนใจในเรื่องนี้

ว่ามาอย่างนั้นครับผม ตอนแรกที่เห็นผมก็แปลกใจเหมือนกัน นึกว่ากูเกิ้ลมีลูกเล่นอะไรใหม่ๆ ออกมา หรือไม่ก็โดนอะไรทำร้ายมาเสียอีกครับ

February 27, 2008

Google Thailand Marketing Briefing

Filed under: Google — Tags: — admin @ 7:31 pm

วันอังคารที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551

กำหนดการ:

14.00 น. -14.30 น.  ลงทะเบียนเข้าร่วมงานสัมมนา

อาหารและเครื่องดื่ม

14.30 น. -15.15 น.  ความเป็นมาโดยย่อเกี่ยวกับอินเตอร์เน็ตของภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Southeast Asia Internet Snapshot) โดย เอซีเนลสัน ประเทศไทย (ACNielsen Thailand)

15.15 น. -16.30 น.  สื่อแบบบูรณาการ (Integration of Media) โดย ลอรี่ โซแบล (Lori Sobel), หัวหน้าฝ่ายขาย (Head of Sales), ภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Southeast Asia), กูเกิล (Google)

16.30 น. -16.45 น.  อาหารและเครื่องดื่ม

16.45 น. -17.30 น.  กูเกิลแอดเวิร์ดส์ (Google AdWords) : ความลับเห่งความสำเร็จ (Secrets of Success)

17.30 น. -18.00 น.  ช่วงพูดคุยพบปะสังสรรค์ / อาหารและเครื่องดื่ม
———————————————————

Google Thailand Marketing Briefing เน้นในการเปิดตัว Google Thailand ในแง่ของ Internet Marketing Provider ต่อผู้ลงทุน, นักธุรกิจในไทย (เช่น โรงแรมอมารี) และ Media Agencies

เนื่องจากเค้าเห็นว่าอัตราการใช้อินเตอร์เนทของไทยสูงขึ้นเรื่อยๆ และมีโอกาสในการจะเชิญชวนนักธุรกิจมาลงโฆษณา Adwords ได้
พร้อมทั้งตอกย้ำภาพลักษณ์ความเป็น Internet Marketing Provider ครบวงจร (Google is more than just search.)

สาเหตุที่เชิญ Media Agencies เพราะ Google รู้ดีว่าบริษัทยักษ์ใหญ่จะแพลนงบการโฆษณาเป็นรายปี และ พวก Media Agencies เป็นผู้บริหารงบนั้นๆ + ดีลกับ Media provider โดยตรง
Google จึงต้องการเปิด และ สร้างความสัมพันธ์กับ Agencies

เอไปถึงงานในช่วงของ Integration of Media แต่คนบรรยายเปลี่ยนเป็น Mr. Richard Kimber (MD ของแถบ Asia Pacific, South East Asia, Korea)ซึ่งพี่อ้อบอกว่าเป็นเจ้านายโดยตรงของพี่อ้อ

สื่อแบบบูรณาการ (Integration of Media) โดย Mr.Richard  Kimber

Mr.Richard ปูพื้นฐานด้วยการพูดถึงวิวัฒนาการของอินเตอร์เนท และ พฤติกรรมของผู้ใช้ ว่าแบ่งได้เป็น 3 ช่วง คือ
1. Information Wave คือเป็นช่วงที่เว็บต่างๆ ให้ข้อมูลกับผู้ใช้เพียงฝ่ายเดียว
2. Distribution & Communication Wave เป็นช่วงที่ผู้ใช้เริ่ม active ได้ ใช้อินเตอร์เนทต่างๆ เพื่อการสื่อสารถึงกันเอง เช่น การส่งอีเมล์ต่างๆ
3. Networking Wave เป็นยุคที่ผู้ใช้ ใช้อินเตอร์เนทเพื่อติดต่อสื่อสาร,สร้าง content ที่เค้าต้องการ, แสดงออกถึงตัวตนของ+การดำรงอยู่ของตน และในทางกลับกันก้ออยากรับฟังคอมเมนท์/ฟีดแบ็คด้วย เช่น ปรากฎการณ์ Blog, Hi5 ต่างๆ

และการที่อินเตอร์เนทครอบคลุมชีวิตผู้คนอย่างมากมาย และ ครอบคลุมอยู่ตลอดเวลา การทำโฆษณาบนอินเตอร์เนท จึงไม่ต่างอะไรกับการที่เรามีบิลบอร์ดใหญ่ยักษ์อยู่ท่ามกลางฝูงชนแน่นขนัด (ลองนึกภาพ TV จอยักษ์กลางเซ็นเตอร์พอยท์ - เอ )
ซึ่งช่วยให้แบรนด์ของคุณโดดเด่น เตะตา มีชีวิตชีวา มี movement ตลอดเวลา => ก่อให้เกิดการศัพท์โฆษณาที่เรียกว่า “marketing can be always on” (ยัดโฆษณาใส่โสตประสาทผู้บริโภคได้ทุกทาง ทุกเวลา - เอ)

และเพราะ
1.) เทคโนโลยีที่ก้าวหน้าไปไกล : มีสื่อ,เทคโนโลยีมากมายให้เลือกเสพ เลือกใช้  ผู้บริโภคจึงกระจายไปหลายทิศทาง ทั้ง podcast, blog, มือถือ ฯลฯ
ส่งผลให้
2.) “ผู้บริโภค” กลายเป็นผู้ควบคุมทุกอย่าง ทั้งยังต้องการมีส่วนร่วม + สร้าง content + แสดงออกถึง “ตัวตน” ของตนเอง

นักโฆษณา,นักการตลาด หรือกระทั่ง “แบรนด์” (ที่เคยถือว่าเป็นสิ่งสำคัญ) จึงต้องเป็นฝ่ายตามและยินยอมต่อผู้บริโภค
แต่!!! อะไรล่ะ ที่เราจะสามารถตรงเข้าไปถึงใจพวกเค้าได้ อะไรที่เราจะสามารถใช้วิ่งไล่จับพวกเค้าได้

คำตอบคือ “Google” นั่นเอง เพราะ Google มีทุกสื่อที่ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย และที่สำคัญ ครอบคลุมสื่อที่ผู้บริโภคเป็นผู้สร้างcontent และมีส่วนร่วมได้ซะด้วย (consumers can involve and engage)

ณ วันนี้ เป้าหมายหลักของ Google ไม่ใช่เป็นเพียง Search Engine (Google is more than just search.)
การ “search” เป็นเพียง “Doorway” เป็นเพียงจุดเริ่มต้นให้ผู้บริโภคเริ่มใช้อินเตอร์เนท, และเป็นเพียงจุดเริ่มต้นให้พวกเค้าได้สัมผัสกับ Google เท่านั้น
เมื่อ Google มีเทคโนโลยีที่ยอดเยี่ยมอย่างการ search ส่งผลให้ Google มีข้อมูลการตลาดที่แน่น และ แม่นยำ
Google จึงสามารถนำเทคโนโลยี ผสานกับข้อมูล ส่งให้ตนเองเป็นผู้นำด้าน marketing ได้

นอกจากจุดแข็งที่แปรข้อมูลผลเสิช เป็นข้อมูลทางการตลาดแล้ว
นักโฆษณา, นักการตลาด ยังสามารถวัดผลได้แทบจะในทันที หลังจากจัดอีเวนท์ใหญ่ๆ  หรือ ปล่อยแคมเปญใหม่ๆ ยกตัวอย่างเช่น

1.) ทันทีที่การแข่งขันอเมริกันฟุตบอลนัดสำคัญจบลง ก้อมีคลิปVDO แมตช์นั้นอัพขึ้น youtube อย่างมากมาย พร้อมคอมเมนท์สั้นๆ ของผู้อัพโหลด และผู้ที่เข้าไปดูคลิป

2.) จำนวนคนที่เสิชหาเกี่ยวกับอีเวนท์ หรือแคมเปญนั้นๆ ก้อเป็นอีกหนึ่ง feedback ที่วัดผลความสำเร็จได้เช่นกัน

ตรงนี้ถือว่าเป็น feedback ที่ “แรง และ เร็วมาก” อีกทั้งยังมาจากผู้บริโภคโดยตรง เหนือกว่าสื่ออื่นจะทำได้

กูเกิลแอดเวิร์ดส์ (Google AdWords) : ความลับเห่งความสำเร็จ (Secrets of Success) โดยคุณพรทิพย์  กองชุน

คุณพรทิพย์ได้เริ่มต้นตั้งแต่การปูพื้นฐานว่า CPC คืออะไร, การใช้งาน Adwords เป็นอย่างไร เนื่องจากมีพวกนักธุรกิจและ Media Agencies มาฟังสัมมนาด้วย

แต่ประเด็นหลักที่น่าสนใจ และเอคิดว่าเราสามารถนำมาปรับใช้กับการวางแผนโปรโมทเว็บเราได้คือ “การหาคีย์เวิร์ด”

ปกติเราจะหาคีย์เวิร์ด โดยดูว่า kw ไหนที่ทำเงิน, มีคนค้นหามาก ฯลฯ  แต่คุณพรทิพย์ได้พูดถึงการหา kw ตาม “วัตถุประสงค์”

- Build Keywords based on Goals

1.) Dreaming => Andaman Sea, Adventure trip
2.) Planning => Vacation at Phuket, Diving at Phi Phi Island
3.) Purchasing => Booking Phuket Hotel, PADI Phuket

จะเห็นได้ว่า kw จากระดับ 1 ถึง 3 นั้น แตกต่างกัน
ระดับ 1 จะเป็น kw กว้างๆ เหมือนเวลาที่เราหาข้อมูลไปเรื่อยๆๆ อารมณ์ประมาณว่า เอ๊ะ เราจะไปเที่ยวไหนดีนะ มีทริปอะไรน่าสนใจบ้างนะ
ขณะที่ระดับ 3 นั้นเป็นระดับเจาะลึกถึง “แบรนด์” หรือ มีการบ่งบอกว่า “ตัดสินใจจะซื้อแล้วนะ!”

ถ้าเราสามารถจำแนก kw ที่เกี่ยวข้องกับเราได้เป็น 3 ระดับ แบบนี้ เราจะสามารถวางกลยุทธ์ทางการตลาด&การโฆษณาได้ว่า ขณะนี้เราเองต้องการทำการตลาดให้ธุรกิจเราแบบใด

เช่น ถ้าขณะนี้เราต้องการสร้างแบรนด์ของเราให้เป็นที่รู้จัก, สร้าง Brand Awareness ก้อสามารถเลือกใช้ kw แบบ dreaming เพื่อให้โฆษณาของเรามีโอกาสปรากฎขึ้นบ่อยๆ เมื่อมีคนค้นหา

แต่ถ้าเราต้องการ Prospect customer คิดว่าเราสามารถโน้มน้าวให้เค้าตัดสินใจซื้อเราได้ ก้อสามารถเลือก kw แบบ planning

ในทางกลับกัน ถ้าเราไม่ต้องการเสี่ยงเยอะ ต้องการคนที่คิดว่าซื้อชัวร์ๆละ, ต้องการกลุ่มลุกค้าที่เค้าต้องมีข้อมูลในมือมากพอสมควรแล้ว (เช่น PADI Phuket - คนที่ไม่ได้ชอบดำน้ำจริงๆ ก้อจะไม่รู้จัก ว่ามันคือใบอนุญาตดำน้ำ เป็นต้น)
ก้อควรเลือกใช้ kw แบบ purchasing ซึ่งมักเป็น kw ที่เฉพาะเจาะจงเกี่ยวกับแบรนด์ต่างๆ หรือมีคำที่ระบุถึงการตัดสินใจ เช่น “Booking (at) “, “reserve (at)”

- Estimation of Click
1.) Brand terms + Core keyword => conversion rate 65% clicks
2.) Expanded brand + Core industry keyword => conversion rate 20% clicks
3.) Expanded list capturing full positive ROI universe => conversion rate 15% clicks

จะเห็นได้ว่าการใช้ kw แบบกว้าง ๆ ตามลักษณะของ Dreaming นั้น จะทำให้โฆษณาเรามีโอกาสได้ปรากฎบ่อย (ค้นอะไรก้อเจอ อิอิ - เอ)
และมีโอกาสที่จะถูกคลิกสูง เพราะผู้บริโภคต้องการรู้ว่ามันจะให้ข้อมูลได้ตรงกับที่เค้าต้องการหรือไม่

ขณะที่การใช้ kw เจาะจง ตามแบบของ Purchasing นั้น มีโอกาสถูกคลิกต่ำกว่า (มีโอกาสถูกคลิกเพียง 15%) แต่โอกาสในการ convert คลิกนั้นมาเป็นลูกค้าจะสูงกว่ามาก

ดังนั้นเควรจะวางแผนกลยุทธ์ทางการตลาดของเราก่อน (ว่าเราต้องการโปรโมทแบบใด เพราะ Adwords สามารถรองรับกลยุทธ์ทางการตลาดได้ทั้งหมด-เอ)

และ Secret of Success อีกอย่างหนึ่งของ Adwords ก้อคือ “Network” ที่หลากหลาย และ ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย ในทุกช่วงกิจกรรมของแต่ละวันตามที่ Mr.Richard ได้อธิบายในช่วงก่อนนั่นเอง

 อ้างอิง : บทความของคุณ sealinda จาก Thaiseoboard.com

Powered by ThailandSEO.net