PSR - Value Investor

โลกในมุมมองของ Value Investor

โดย  ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร  25 มี.ค.2551                

ตัวเลขที่บ่งบอกถึงความ  ถูก-แพง  ของราคาหุ้นซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญที่จะบอกว่าหุ้นตัวนั้นเป็นหุ้นคุณค่าหรือไม่นั้น   ที่สำคัญมีประมาณ 4 ตัวด้วยกัน   ตัวแรกและโดดเด่นที่สุด   แน่นอนก็คือ   PER หรือค่า PE  หรือราคาต่อกำไรต่อหุ้นที่เราพูดถึงกันตลอด  นี่คือตัวที่ตรงและเข้าใจง่ายที่สุด  มันบอกว่าราคาเป็นเท่าไร  ต่ำหรือสูง  เมื่อเปรียบเทียบกับกำไรที่บริษัททำได้    ตัวต่อมาก็คือ  ค่า  PB  หรือราคาต่อมูลค่าหุ้นทางบัญชี  ตัวนี้บอกว่าราคาเป็นเท่าไร  ต่ำหรือสูง เมื่อเปรียบเทียบกับสินทรัพย์สุทธิของบริษัท  นี่เป็นแนวที่มองถึงทรัพย์สินมากกว่าการทำกำไร   ตัวที่สามก็คือ  Dividend Yield หรือค่า  ปันผลต่อราคาหุ้น  ซึ่งมองว่าถ้าปันผลสูงเมื่อเทียบกับราคาหุ้นก็แปลว่าหุ้นถูก   และตัวสุดท้ายก็คือ  PSR  หรือ  Price Per Sale Ratio หรือราคาหุ้นต่อยอดขายต่อหุ้นของบริษัท   นี่เป็นอัตราส่วนที่  Value Investor  ในตลาดหุ้นไทยยังไม่ค่อยใช้กัน  บางคนก็ยังไม่รู้ว่านี่เป็นตัวเลขที่สำคัญ    ว่าที่จริง   อาจจะสำคัญกว่าค่า PE  ด้วยซ้ำ  

                

จากการศึกษาในตลาดหุ้นสหรัฐซึ่งมีการทำกันมากมาย   ต่างกรรมต่างวาระ  ทั้งในหุ้นตัวใหญ่และตัวเล็ก   สิ่งที่พอจะพูดได้หยาบ ๆ  ในความเห็นของผมก็คือ  ตัวเลขที่บ่งบอกถึงความเป็น  “Value”  หรือหุ้นที่มีคุณค่าและทำให้คนที่ลงทุนได้กำไรสูงที่สุดนั้น   ตัวที่มีประสิทธิภาพน้อยที่สุดก็คือ   Dividend Yield  หรือผลตอบแทนจากปันผล   ตัวเลขตัวนี้  ถ้าเราจะใช้ในการเลือกลงทุนที่จะได้ผลดีก็คือ   การลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่ที่มีความมั่นคงสูงเป็นหลัก  การซื้อหุ้นทั่ว ๆ  ไปโดยอาศัยจากการดูปันผลจ่ายนั้น  ไม่ใคร่จะได้ผล  ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะว่าบริษัทแต่ละแห่งมีนโยบายต่างกันในเรื่องการจ่ายปันผลตัวเลขที่มีประสิทธิภาพใกล้เคียงกันก็คือ   ค่า  PE  กับค่า  PB  โดยที่ค่า  PB  อาจจะได้เปรียบกว่าเล็กน้อยในหุ้นบางกลุ่ม   และนี่ก็เป็นตัวเลขที่ค่อนข้างเป็นมาตรฐานของ Value Investor  ที่นักวิชาการนำมาใช้ในการทดสอบดูว่าเป็นหุ้นที่สามารถเอาชนะตลาดได้จริงหรือไม่     

อย่างไรก็ตาม    Value Investor  ในภาคปฏิบัติส่วนใหญ่ก็มักจะอิงกับค่า PE  ในการเลือกลงทุนในหุ้นมากกว่าค่า PB  มาก  เหตุผลก็คงเป็นว่า   การใช้ค่า PB  นั้น นักลงทุนอาจจะต้องรอว่าเมื่อไรจะมีคนมาเห็นทรัพย์สมบัติที่อาจจะไม่สร้างรายได้ของบริษัท  และมาซื้อหุ้นทำให้หุ้นวิ่งขึ้นไปได้   ในขณะที่การใช้ค่า  PE   นั้น   ทุก ๆ  ไตรมาศที่มีการประกาศงบกำไรขาดทุน   ราคาหุ้นก็มีโอกาสวิ่งขึ้นไปได้ง่าย  ๆตัวเลขที่ดูเหมือนว่าจะมีประสิทธิภาพสูงที่สุดในการที่จะทำกำไรจากการลงทุนก็คือ  ค่า  PSR  นี่คือตัวเลขที่ไม่มีการตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์รายวัน    แต่การที่จะหาค่า PSR  ก็ทำได้ไม่ยาก   วิธีก็คือ   เปิดดูยอดขายรวมของบริษัทในงบการเงินปีที่ผ่านมา   หารตัวเลขยอดขายด้วยจำนวนหุ้นทั้งหมดของบริษัทก็จะได้ยอดขายต่อหุ้น   เอาตัวเลขนี้ไปหารราคาหุ้นในปัจจุบันก็จะได้ค่า  PSR    จากการศึกษาข้อมูลในระยะเวลาประมาณ 50 ปีในตลาดหุ้นสหรัฐปรากฏว่า   การลงทุนในหุ้นที่มีค่า PSR  ต่ำที่สุดนั้น   โดยเฉลี่ยแล้ว   ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าการลงทุนในหุ้น PE หรือ PB ต่ำที่สุด ปัญหาของ PSR  ก็คือ  มันเป็นตัวเลขที่เข้าใจยากและการหาข้อมูลก็ยุ่งยากกว่า   รวมทั้งมันยังไม่มีตัวเลขตัวเดียวที่จะบอกได้อย่างคร่าว ๆ  ว่ามันถูกหรือแพงที่ใช้ได้กับทุกอุตสาหกรรมเหมือนกับตัวเลข PE  หรือ PB    ในเรื่องของ  PE  เราอาจจะเปรียบเทียบกับ PE  ของตลาดได้หรือบางคนอาจจะตั้งไว้เลยว่า   ค่า  PE  ที่เกิน  10 เท่าแปลว่าหุ้นแพง  หรือค่า  PB  ที่เกิน 2 เท่าเป็นหุ้นแพง   แต่ในเรื่องของ  PSR  นั้น  อุตสาหกรรมบางอย่าง  เช่น  ชุปเปอร์มาร์เก็ต  อาจจะมียอดขายมากแต่มีมาร์จินหรือกำไรต่อยอดขายต่ำ  ดังนั้น ค่า PSR  อาจจะต่ำกว่าอุตสาหกรรมที่ให้เช่าสำนักงานหรืออสังหาริมทรัพย์ที่มีรายได้ต่ำแต่มีมาร์จินสูง  แต่นี่ไม่ได้หมายความว่าหุ้นซุปเปอร์มาร์เก็ตดีกว่าหุ้นให้เช่าสำนักงาน 

 

ข้อดีของ PSR  ที่เหนือกว่าค่า  PE  ก็คือ  มันเป็นตัวเลขที่มีความอ่อนไหวน้อย  เนื่องจากยอดขายมักจะมีความมั่นคงและสม่ำเสมอกว่ากำไรมาก  ดังนั้น  ค่า PSR  มักจะเปลี่ยนแปลงช้าถ้าราคาหุ้นไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมาก   ในขณะที่ถ้าเราใช้ค่า  PE  พอปีต่อไป  ตัวเลขกำไรของบริษัทเปลี่ยนแปลงไป  ก็ทำให้ค่า  PE  เปลี่ยนแปลงไปได้มากจนอาจจะไม่เหลือสภาพของหุ้น  PE   ต่ำทั้งที่ราคาหุ้นไม่เพิ่มขึ้นเลย

 

บางคนอาจจะบอกว่าค่า  PSR  นั้น   ไม่ได้สะท้อนพื้นฐานที่สำคัญนั่นคือ   กำไรของบริษัท    เขาอาจจะบอกว่ายอดขายนั้นไม่มีประโยชน์ถ้าขายมากแต่ไม่มีกำไร   ดังนั้น  ค่า  PSR  ไม่น่าจะเป็นตัวที่ดูคุณค่าของบริษัทได้    ข้อนี้ผมกลับคิดว่า   ค่า PSR อาจจะดีกว่าค่า  PE  ในแง่ที่ว่า  มันน่าจะสะท้อนกำไรของบริษัทในระยะยาวได้ดีกว่า   เหตุผลก็คือ   กำไรที่จะยั่งยืนนั้นจะต้องมาจากยอดขาย   ในหลาย    บริษัทนั้น   เขาถึงกับยอมกำไรน้อยหรือขาดทุนเพื่อเพิ่มยอดขายเพื่อยึดส่วนแบ่งทางการตลาด   เพื่อที่ว่าในอนาคตเขาจะได้เปรียบคู่แข่งและทำกำไรมากขึ้นในภายหลัง     ส่วนบริษัทที่กำไรดีในวันนี้แต่ยอดขายต่ำ   เขาอาจจะประสบกับอุปสรรคหรือสภาวะทางการตลาดเปลี่ยนแปลงทำให้กำไรในปีต่อ ๆ  ไปตกต่ำลง

 

ข้อดีข้อเสียของ  PSR  เทียบกับ PE หรือ PB ยังมีอีกหลายข้อ   การถกเถียงคงไม่จบลงง่ายและคงไม่มีใครถูกหรือใครผิด   ประเด็นก็คือ   เรารู้ว่าจุดอ่อนจุดแข็งของแต่ละตัวอยู่ที่ไหนและใช้มันประกอบกัน     ส่วนตัวผมเองนั้น   ทุกครั้งที่พิจารณาเลือกหุ้นลงทุน   แน่นอน  PE  เป็นตัวเลขที่สำคัญมาก   แต่  PSR  ก็สำคัญพอ ๆ  กัน  แต่ผมจะใช้เป็นตัว  “ตรวจสอบ”  นั่นก็คือ    เมื่อดูแล้วว่าหุ้นน่าสนใจดูจากค่า  PE   ก่อนจะตัดสินใจสุดท้าย  ผมจะดูว่าค่า  PSR  เป็นเท่าไร   ถ้าค่า  PSR  สูง  เช่นเกิน  1  เท่า   ผมก็จะต้องระวังหรือถ้า  PSR  สูงถึง  2  เท่า  ผมอาจจะต้องถอยถ้ากิจการไม่โดดเด่นจริง ๆ  เป็นต้น      และก็เช่นเดียวกัน   การใช้ตัวเลข  “คุณค่า”  เหล่านี้เป็นเรื่องของศิลปะอยู่ไม่น้อย   ดังนั้น   ความคิดและวิธีการของแต่ละคนไม่เหมือนกัน   ผู้ชนะก็คือคนที่สามารถใช้มันได้ดีกว่า 

อ้างอิง : PSR

Comments

Leave a Reply